วัฒนธรรมการกินหมากของคนไทย

สมัยโบราณ การกินหมากเป็นวัฒนธรรมการกิน (จะเรียกว่าเป็นแฟชั่นสมัยก่อนก็ได้) อย่างหนึ่งของคนไทยและคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่นิยมทั้งในคนหนุ่มสาวและผู้สูงวัย ด้วยความเชื่อที่ว่า คนที่มีฟันดำคือคนสวย คนงาม อีกทั้งการเคี้ยวหมากยังสร้างความเพลิดเพลิน วันไหนไม่ได้เคี้ยวหมากพาลให้หมดเรี่ยวหมดแรง นั่งหาวหวอด

แต่ปัจจุบันคนที่ยังกินหมากจะเหลือเฉพาะผู้สูงอายุ หรือใช้เป็นของประกอบพิธีสำคัญๆ เช่น การทำขวัญหรือสู่ขวัญ การตั้งพิธีต่างๆ เท่านั้น

นอกจากนั้นการกินหมากเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยในอดีต เป็นสัญลักษณ์ในการแสดงความรัก ความสัมพันธ์อันดี ไมตรีจิตระหว่างบุคคล เป็นกิจกรรมที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยในอดีต จนทำให้เกิดการสร้างเครื่องใช้ในการกินหมาก และมีการประดิษฐ์ออกมาให้มีความสวยงามและประณีตแตกต่างกันไปตามฐานะและรสนิยมของผู้ใช้ นอกจากนี้เครื่องใช้ในการกินหมากยังเป็นเครื่องแสดงยศสำหรับขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย

เริ่มกินหมากน้อยลงเมื่อใด

ในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลได้ออกประกาศชักชวนให้เลิกรับประทานหมาก เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2482 มติคณะรัฐมนตรีมีว่าให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ แนะนำชักชวนให้ข้าราชการเลิกรับประทานหมาก ต่อมาวันที่ ๓๑ สิงหาคมปีเดียวกันก็มีประกาศชักชวนข้าราชการกระทรวงกลาโหมให้เลิกรับประทานหมาก มีการชี้แจงโทษของการกินหมาก เช่น บอกว่าสมัยนี้ฟันดำกลับกลายเป็นสิ่งไม่เจริญตา อารยชน ในประเทศต่างๆ เห็นว่าการกินหมากไม่เป็นกิจประเพณีที่เหมาะสมเลย หมากไม่ได้เพิ่มความงามประการใดให้แก่วงหน้า แต่กลับทำให้หน้ากร้านและดูแก่เกินอายุอีกด้วย

คนไทยสมัยนั้นจึงต้องพากันอดหมากกันทั่วไป แม้จะอยากกินหมากก็ต้องระวัง เพราะข้าราชการบางคน เคร่งครัดขนาดไม่ยอมทำงานให้ ถ้าเห็นกินหมากอยู่หรือนายท่ารถบางคนก็ไม่ยอมให้ขึ้นรถเหมือนกัน ด้วยการ เอาจริงเช่นนี้เอง การกินหมากของคนไทยจึงได้เลิกรากันไป กลายเป็นนิยมฟันขาวหมด ต่างจากความนิยมของ โบราณโดยสิ้นเชิง เมื่อครั้งนิโกลาส แชรแวส เข้ามาเมืองไทยสมัยพระนารายณ์นั้น เขากล่าวว่าคนไทยนิยมไว้ ฟันดำ ไม่นิยมฟันขาว เพราะถือว่าฟันขาวเป็นลักษณะของสัตว์ เป็นอย่างนั้นไปเสียอีก

ถือได้ว่านี่เป็นอีกขั้นหนึ่ง ของการพัฒนาบุคลิกภาพและการแต่งกายของไทยอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนใจ การกินหมากในสมัยโบราณนั้นถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เพราะคนฟันดำเป็นลักษณะของคนสวย นอกจากนี้ยังให้ความเพลิดเพลินในเวลาเคี้ยวหมาก และทำให้ฟันแข็งแรงทนทานอีกด้วย

“เชี่ยนหมาก เป็นภาชนะสำหรับใส่หมากพลูของคุณย่า คุณยาย ที่ปัจจุบันหาดูได้ยากมากแล้ว เด็กในปัจจุบันคงไม่มีใครรู้จัก “เชี่ยนหมาก” นอกจากในชนบทห่างไกล ที่ยังมีคุณย่า คุณยาย กินหมากกันอยู่ เชี่ยนหมาก เป็นเสมือนสิ่งที่ใช้ในการต้อนรับแขกประจำบ้านในสมัยก่อน ไม่ว่าแขกไปใครมาเยี่ยมเยียน เจ้าของบ้านก็จะยกเชี่ยนหมากมาต้อนรับ กินหมากกินพลูกันไปคุยกันไป ช่วยสร้างให้บรรยากาศเป็นกันเอง ถือเป็นธรรมเนียมพื้นบ้านของไทยอย่างหนึ่ง ชาวบ้านเรียกเชี่ยนหมากต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่นกระทายหมาก ภาคเหนือตอนบน และภาคอีสานเรียกขันหมาก ถ้าเป็นของใช้ในรั้วในวัง ราชาศัพท์ระดับพระมหากษัตริย์เรียกพานพระศรี ระดับราชวงศ์เรียก พานหมากเสวย

ลักษณะของเชี่ยนหมาก คือ ทำมาจากไม้เนื้ออ่อน ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก้นของเชี่ยนหมากเป็นพื้นเรียบใช้ไม้แผ่น เชี่ยนหมากทรงสูง 1 เชี่ยนหมากมีอยู่ 4 ช่อง แต่ละช่องมีสิ่งของอยู่ข้างใน เช่น ตลับหมาก, ตลับยาเส้น, เต้าปูน, ซองพลู, เต้าปูนที่ใส่ปูนแดงไว้ ,หมากสดและหมากแห้ง ,กรรไกรหนีบหมากและตะบันหมาก นอกจากนั้นยังมีสิ่งของกระจุกกระจิกที่อยู่ในเชี่ยนหมากอีกหลายอย่าง เช่น ขี้ผึ้ง, เข็มเย็บผ้า, ด้ายเย็บผ้า, ปุยฝ้าย, ยาดม, พิมเสน, การะบูน, ยาหม่อง และเศษเงินเหรียญที่อยู่ในเชี่ยนหมาก

เชี่ยนหมาก สามารถบ่งบอกถึงฐานะของเจ้าของได้ เพราะทำจากวัสดุ ที่แตกต่างกันไปตามฐานะ ชาวบ้านทั่วไป มักจะทำเชี่ยนหมากด้วยไม้ธรรมดา ๆ หรืออาจหากล่อง ใบใหญ่ ๆ มาทำเชี่ยนหมาก หากมีฐานะดีหรือมีหน้าที่การงานดี เชี่ยนหมากอาจจะทำด้วยเครื่องเขิน ทองเหลือง เงิน หรือไม้แกะสลัก
ภาพถ่าย พ.ศ 2417